หน้าแรก

12. วัดหมื่นไวย
ตั้งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2339-2460 ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ 2524 มีเนื้อที่ 5-1-56 ไร่ โดยมีเรื่องเล่าว่า ในอดีตเป็นที่พักตั้งด่านของขุนหมื่นไวย ต่อมาได้มี พระเพชร ต้นตระกูล "ศรีหมื่นไวย" ได้เป็นผู้ริเริ่มก่อสร้างพร้อมด้วยชาวบ้าน โดยสร้างพระอุโบสถ 1 หลัง ต่อมาได้ชำรุดทรุดโทรมลง พระสิริธรรมโสภณ และนายทอง ศรีหมื่นไวย ได้ก่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่า และในปี พ.ศ. 2535 ชาวบ้านหมื่นไวย และชาวบ้านหนองนาลุ่มได้ช่วยกันสร้างเมรุ 1 หลัง

สิ่งที่น่าสนใจ อุโบสถกลางน้ำ โดยตั้งอยู่บนบริเวณที่เป็นที่ลุ่ม มีคูน้ำล้อมรอบ ก่อด้วยอิฐถือปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปักใบเสมาหิน (อุโบสถน้ำไม่จำเป็นต้องปักเสมา) ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิเยก์ (ปางเลไลยก์) ตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ขนาด 3 ห้อง เจาะช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ข้างละ 2 ช่อง ด้านหน้าและหลังก่อเป็นมุขลดชั้นยื่นออกมาทั้ง 2 ด้าน มุขด้านหน้า ด้านทิศตะวันออกก่อผนังทึบเจาะช่องประตูทางเข้า 2 ช่อง และช่องหน้าต่างที่ผนังด้านข้างละ 1 ช่อง ผนังกั้นระหว่างมุขหน้ากับห้องโถงกลางเจาะช่องประตูทางเข้า 2 ช่อง และช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ที่ผนังด้านข้างอีกข้างละ 1 ช่อง

ที่ผนังกั้นโถงกลางเจาะเป็นช่องประตูเข้าสู่ห้องโถงกลาง 2 ช่อง ตรงกลางทำซุ้มปราสาทประดิษฐานเจดีย์ขนาดเล็ก (พระธาตุจุฬามณี) ไว้ภายใน หน้าบันมุขทั้ง 2 ด้าน สลักเป็นลายเครือเถาประดับกระจก ตอนล่างสุดเป็นแนวลายกระจังคั้นระหว่างหน้าบันและขอบผนัง ภายในห้องโถงกลางที่ผนังกั้นมุขตะวันตก ก่อเป็นแท่นชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปางปาลิเลยก์ (ปางเลไลย์) ปูนปั้นลงรักปิดทอง ฐานอุโบสถ ก่อเป็นแนวโค้ง หย่อนท้องช้าง หรือ หย่อนท้องสำเภา ซุ้มหน้าต่างและซุ้มประตูเป็นซุ้มรูปสามเหลี่ยม ลักษณะคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย ปัจจุบันอุโบสถได้รับการขุดแต่งบูรณะ และปรับปรุงภูมิทัศน์โบราณสถาน จากสำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา
|